วันอังคารที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2554

ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยได้หรือไม่ โดย ดร.พิทยา พุกกะมาน


ประเทศไทยมีความพร้อมแล้ว เพราะประชาชนเขาพร้อมแล้ว การพัฒนาระบอบประชาธิปไตยต้องประกอบด้วยสองส่วน คือโครงสร้าง และมวลชน



มี คนไทยไม่น้อยที่ยังมีความฝังใจอย่างลืมตาไม่ขึ้นว่าประเทศไทยยังไม่พร้อมที่ จะมีประชาธิปไตยโดยอ้างเหตุผลนานาประการ บางคนคิดว่าระบอบประชาธิปไตยที่เหมาะสมกับประเทศไทยมากที่สุดคือระบอบ ประชาธิปไตยแบบนำวิถีหรือ guided democracy เพราะฝ่ายที่มีความคิดเช่นนี้เชื่อว่าในปัจจุบันประเทศไทยจะมีประชาธิปไตย เต็มใบหรือประชาธิปไตยสมบูรณ์แบบไม่ได้เนื่องจากประเทศไทยยังไม่พร้อม โดยประชาชนส่วนใหญ่ยังมีการศึกษาไม่พอ หรือไม่มีความเข้าใจพอเกี่ยวกับประชาธิปไตย หรือเป็นทาสต่ออำนาจเงินซึ่งสามารถซื้อเสียงเขาได้ หากอำนาจอธิปไตยอยู่ในมือประชาชนเหล่านี้แล้ว เขาจะไม่สามารถใช้ในทางที่ถูกและเป็นประโยชน์ต่อประเทศได้ ฉะนั้น ระบอบประชาธิปไตยที่เหมาะสมกับประเทศไทยในขณะนี้จะต้องเป็นประชาธิปไตยนำ วิถี โดยจะต้องมีกลุ่มบุคคลที่มีการศึกษาสูง กลุ่มอภิสิทธิ์ชน รวมถึงข้าราชการระดับสูงทั้งพลเรือนและทหาร และนักธุรกิจที่มีผลประโยชน์ร่วมกับบุคคลเหล่านี้เป็นผู้ชี้นำหรือมีบทบาทนำ ในการบริหารประเทศ โดยอาศัยครรลองของระบอบประชาธิปไตยเพียงบางส่วนเท่านั้น ทั้งนี้ เพื่อตบตาประชาคมโลกให้เข้าใจว่าประเทศไทยปกครองโดยระบอบประชาธิปไตย บุคคลที่ยึดติดกับความคิดเช่นนี้จะไม่ยอมให้ประชาชนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะประชาชนที่อยู่ในชนบทหรือประชากรในระดับรากหญ้า มีอำนาจอธิปไตย หรือหากจะให้มีก็ให้มีน้อยที่สุด เขาจึงได้คิดค้นรูปแบบของประบอบประชาธิปไตยขึ้นมาเอง โดยใช้สูตร 70/30 ซึ่งหมายความว่า ร้อยละ 70 ของที่นั่งในรัฐสภาจะมาจากการแต่งตั้ง และอีกร้อยละ 30 จะมาจากการเลือกตั้ง หากเขาสามารถผลักดันสูตรนี้ได้สำเร็จก็จะทำให้เขาสามารถครองเสียงข้างมากใน รัฐสภาได้ และผู้ที่ประชาชนได้เลือกเข้ามานั่งในสภาฯ ก็จะเป็นเสียงข้างน้อย เมื่อเป็นเช่นนี้ การปกครองบ้านเมืองก็จะอยู่ในกำมือของกลุ่มที่ได้รับการแต่งตั้ง ซึ่งก็จะประกอบด้วย (หรือได้รับการแต่งตั้งโดย) กลุ่มอภิสิทธิ์ชน ข้าราชการชั้นสูง และนักวิชาการและนักธุรกิจที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน



ผู้ ที่เลื่อมใสในแนวความคิดประชาธิปไตยนำวิถีนี้ มักลอกรูปแบบของระบอบประชาธิปไตยของประเทศด้วยพัฒนาในเอเซียใต้ แอฟริกา และลาตินอเมริกา โดยเฉพาะประเทศที่ฝรั่งเขาเรียกว่า Banana Republic มาใช้ในประเทศไทย โดยหารู้ไม่ว่า ในขณะนี้ ประเทศเหล่านั้นเขาได้พัฒนาระบบประชาธิปไตยไปไกลกว่าประเทศไทยหลายเท่าแล้ว ประเทศในยุโรปตะวันออกซึ่งเคยถูกปกครองโดยระบบเผด็จการตั้งแต่สมัยสงครามโลก ครั้งที่หนึ่ง จนถึงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ก็ได้ขจัดระบบเผด็จการและขับไล่ทรราชออกไปจากสังคมและนำเอาระบอบประชาธิปไตย เข้ามาแทนที่ เป็นผลให้ประเทศยุโรปตะวันออกประสบความเจริญทางด้านการเมืองและเศรษฐกิจ ประเทศไทยเริ่มนำระบบประชาธิปไตยมาใช้เมื่อ 78 ปีก่อน การพัฒนาระบบประชาธิปไตยในประเทศไทยน่าจะไปได้ไกลกว่านี้ แต่ปรากฏว่าประเทศกำลังพัฒนาที่เพิ่งเริ่มนำระบบประชาธิปไตยมาให้เพียงไม่ กี่ปี เช่นยุโรปตะวันออก ลาตินอเมริกา แอฟริกาใต้ และภูฏาน ได้มีความก้าวหน้าในการพัฒนาระบบประชาธิปไตยมากกว่าประเทศไทยเสียอีก ส่วนประเทศสิงคโปร์และมาเลเซียซึ่งได้เริ่มพัฒนาระบอบประชาธิปไตยหลังประเทศ ไทย ได้กลายเป็นแบบอย่างที่ดีของระบอบประชาธิปไตยในเอเซีย โดยประเทศไทยตามหลังเขาอย่างไม่ติดฝุ่น สำหรับผู้ชอบอ้างว่าประชากรของประเทศไทยส่วนใหญ่ยังมีการศึกษาน้อยจึงไม่มี คุณสมบัติพอที่จะมีส่วนร่วมในระบอบประชาธิปไตยนั้น ขอให้เขาเหล่านั้นดูประเทศอินเดียเป็นตัวอย่างเสียบ้าง ประเทศอินเดียมีประชากรที่อ่านหนังสือออกแค่ร้อยละ 68 อีกทั้งสังคมอินเดียยังมีระบบชั้นวรรณะ แต่อินเดียสามารถพูดอย่างน่าพากภูมิใจว่าเป็นประเทศที่มีสถาบันประชาธิปไตย ที่แข็งแกร่งและสมบูรณ์แบบ ฉะนั้นการศึกษามิใช่ปัญหาในการพัฒนาระบบประชาธิปไตย จิตวิญญานประชาธิปไตยของคนอินเดียต่างหากที่ทำให้อินเดียมีประชาธิปไตยได้ ประเทศอื่น ๆ ที่คนส่วนใหญ่มีการศึกษาน้อยหรืออ่านหนังสือไม่ออก เช่นบังกลาเทศ (ประชากรที่อ่านหนังสือออกมีแค่ร้อยละ 71) และแอฟริกาใต้ก็เหมือนกัน เขาสามารถพัฒนาระบบประชาธิปไตยได้อย่างต่อเนื่องและมั่นคงกว่าประเทศไทย เพราะประชาชนของเขาตลอดจนผู้นำของเขามีจิตวิญญานประชาธิปไตย สำหรับประเทศไทยนั้น ประชาชนทั้งประเทศอ่านหนังสือออกและมีระดับการศึกษาสูงว่าประเทศกำลังพัฒนา อื่น ๆ ที่กล่าวมา และเขาก็มีจิตวิญญานของการเป็นนักประชาธิปไตยด้วย แต่เสียดายที่ระดับผู้นำของไทยมิได้มีจิตวิญญานของประชาธิปไตยแม้แต่น้อย และไม่มีความละอายต่อกระแสของสังคมโลกด้วย ปัจจุบัน ประเทศไทยมิได้แต่เป็นประเทศที่ใช้ระบบประชาธิปไตยนำวิถี หรือเผด็จการซ่อนรูปเท่านั้น แต่กลายเป็นประเทศที่มีเผด็จการเต็มรูปแบบไปแล้ว เพราะองคาพยพและองค์กรต่าง ๆ ในการปกครองบ้านเมือง รวมถึงสื่อมวลชนส่วนใหญ่ถูกครอบงำโดยระบบเผด็จการไปแล้วโดยสิ้นเชิง



เป็น ที่น่าแปลกใจว่าทำไมประเทศไทยถึงยังไม่มีประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์แบบเสียที ทั้ง ๆ ที่ได้เริ่มนำระบบประชาธิปไตยมาให้เมื่อ 78 ปีมาแล้ว ซึ่งเรื่องนี้น่าจะเป็นหัวข้อที่นักวิชาการควรจะช่วยกันทำการวิจัย บางคนถึงกับพูดว่าประเทศไทยไม่เคยมีประชาธิปไตยเลย ซึ่งคำพูดเช่นนี้ก็ไม่ถูกนัก ข้อเท็จจริงคือ การพัฒนาระบอบประชาธิปไตยของไทยเป็นไปอย่างลุ่มๆ ดอน ๆ โดยในบางช่วงก็มีบรรยกาศทางการเมืองที่เอื้ออำนวยและเปิดกว้าง บางช่วงก็มีรัฐธรรมนูญที่สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตย แต่ก็มีหลายช่วงที่ประเทศไทยถูกครอบงำโดยระบบเผด็จการซ่อนรูปหรืออีกนัย หนึ่งคือ ประชาธิปไตยจอมปลอมนั่นเอง แต่ไม่มียุคไหนที่ประเทศไทยมีเผด็จการเต็มรูปแบบเท่ากับยุคปัจจุบันดังที่ ได้กล่าวมาข้างต้น สำหรับคำถามที่ว่า ประเทศไทยมีความพร้อมที่จะมีระบอบประชาธิปไตยหรือไม่นั้น คำตอบก็คือ ประเทศไทยมีความพร้อมแล้ว เพราะประชาชนเขาพร้อมแล้ว การพัฒนาระบอบประชาธิปไตยต้องประกอบด้วยสองส่วน คือโครงสร้าง และมวลชน โครงสร้างก็เปรียบเสมือน hardware ส่วนมวลชนก็เปรียบเสมือน software ระบบประชาธิปไตยจะพัฒนาได้ก็ต่อเมื่อทั้งสองส่วนนี้มีความสมบูรณ์และทำงาน เข้ากันได้ รัฐธรรมนูญก็เปรียบเสมือน hardware ตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี 2475 จนถึงปัจจุบัน เราเน้นเรื่อง hardware มากเกินไป แต่มิได้ให้ความสำคัญแก่ software คือประชาชน ในช่วงแรกหลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศไทยยังมีการศึกษาต่ำ ดังนั้น รัฐธรรมนูญจึงได้กำหนดให้สมาชิกสภาผู้แทนกึ่งหนึ่งมาจากการแต่งตั้ง รัฐธรรมนูญฉบับที่มีความเป็นประชาธิปไตยมากที่สุดก็คือรัฐธรรมนูญปี 2489 ซึ่งกำหนดให้สมาชิกสภาฯ มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด และรัฐธรรมนูญปี 2540 ซึ่งร้างโดยตัวแทนของประชาชน จึงนับได้ว่ารัฐธรรมนูญทั้งสองฉบับนี้เป็น hardware ที่พอจะนำมาใช้ได้ สำหรับทางด้าน software นั้น ในปี 2475 ประเทศไทยแทบจะไม่มี software ที่ดีเลย ผู้ที่เข้าใจในระบบประชาธิปไตยคือผู้ที่จบการศึกษาจากต่างประเทศเช่นเยอร์ มันีและฝรั่งเศส เช่นพระยาพหลฯ พันตรี ป.พิบูลสงคราม และหลวงปรีดีฯ และบุคคลบางคนในคณะราษฏร์เท่านั้น ประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่รู้จักประชาธิปไตย ประชาชนคิดว่ารัฐธรรมนูญคือลูกของพระยาพหลฯ แม้กระทั่งข้าราชการระดับสูงก็ยังไม่เข้าใจในเรื่องประชาธิปไตย ต่อมาในช่วง 14 ตุลาคม 2517 ได้มีการตื่นตัวในเรื่องประชาธิปไตยในหมู่นักศึกษา แต่นักศึกษาในขณะนั้นก็ยังมิได้เข้าใจประชาธิปไตยอย่างลึกซื้ง ดังจะเห็นได้ว่านักศึกษาสมัยนั้นต้องการเพียงแต่ให้มีรัฐธรรมนูญเท่านั้น แต่มิได้เข้าใจถึงส่วนประกอบอื่น ๆ ของระบบประชาธิปไตย ในช่วงที่เรียกว่าพฤษภาทมิฬนั้น ประชาชนหลายระดับมีความตื่นตัวในเรื่องประชาธิปไตยมากขึ้น และต้องการให้มีนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งประชาชนเหล่านี้รวมถึงปัญญาชน นักศึกษา นักธุรกิจ และชนชั้นกลาง ยุคที่ประชาชนในทุกระดับมีความตื่นตัวในเรื่องประชาธิปไตยมากที่สุดคือช่วง หลังการรัฐประหารในวันที่ 19 กันยายน 2549 ก่อนการก่อรัฐประหาร ประชาชนทุกระดับ โดยเฉพาะระดับรากหญ้า ได้รับอนิสงค์จากรัฐบาลที่เข้ามาบริหารบ้านเมืองตามครรลองของระบบ ประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยมากที่สุดในประเทศไทย จนเขาเข้าใจว่าประชาธิปไตยนั้นกินได้ เพราะได้นำมาซึ่งความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ค้าขายคล่องตัวขึ้น รายได้สูงขึ้น การที่คณะรัฐประหารยึดอำนาจด้วยกระบอกปืนและทำลายระบบประชาธิปไตยนั้น เขาถือว่าเป็นการทุบหม้อข้าวเขาและทำให้เขายากจนลง เขาจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากออกมาประท้วงเพื่อเรียกคืนประชาธิปไตย นอกจากนี้ การปฏิวัติในระบบสารสนเทศได้ทำให้คนไทยทุกระดับสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ที่เกี่ยวกับกับชีวิตและความเป็นอยู่ของเขาและโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เกี่ยวกับประชาธิปไตย ในทางตรงกันข้าม กลุ่มคุมอำนาจและกลุ่มอภิสิทธิ์ชนยังคงหลงไหลอยู่กับระบอบเผด็จการซึ่งให้ผล ประโยชน์กับเขาและไม่ยอมรับรู้ข่าวสารด้านอื่น ๆ เขาไม่เคยรู้ว่าประชาชนทั่วประเทศเขาได้ไปไกลว่าตนแล้วในเรื่องความรู้ เกี่ยวกับประชาธิปไตย และมีข้อมูลข่าวสารด้านการเมืองและเศรษฐกิจมากกว่าตนเสียอีก ที่สำคัญคือ ประชาชนทั่วประเทศ ทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ นักธุรกิจ นักศึกษา นักวิชาการ ปัญญาชน ชนรากหญ้า ชาวนาและผู้ใช้แรงงาน เขามีความตื่นตัวในเรื่องประชาธิปไตยและต้องการให้ประเทศไทยมีการปกครองใน ระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงและเต็มรูปแบบเหมือนกับนานาอารยะประเทศเขา ดังนั้น ไม่มียุคใดในประวัติศาสตร์ของไทยที่ประเทศไทยมีความพร้อมที่จะมีการปกครองใน ระบอบประชาธิปไตยอย่างเต็มรูปแบบเท่ากับยุคปัจจุบัน ปัญหาอยู่ที่ว่าบุคคลที่นิยมเผด็จการยังไม่พร้อมที่จะให้ประเทศไทยเป็น ประชาธิปไตย

รากแห่งจุดเริ่มต้นประชาคม

 
// เมื่อเถียงนาคือธาราประชาคม

มีสั่งสมมีบ่มเพาะแนวทางไว้

คือพื้นที่สรรค์สร้างธรรมนำคิดไป

เราควรร่วมรื้อบ้านใหม่เพื่อมวลชน

// อย่าให้เลวปฏิกิริยามาบั่นทอน

ให้เคียวค้อนคงชีวาในจุดหมาย

อย่าให้ชั่วสามานย์ผลาญความตาย

ขูดรีดกายลามไฟไร้อุดมการณ์

// อันเป็นหลุมพรางของอนุรักษ์

คอยดักจับแนวทางเราที่ปลดปล่อย

คอยกดทับมวลประชาที่เฝ้าคอย

ปล่อยให้เลวลู่ลอยในการเมือง

// รากแห่งจุดเริ่มต้นประชาคม

คือพื้นที่ที่อุดมหลักก้าวหน้า

คือพื้นที่ไว้เรียนรู้ชาวประชา

คือพื้นที่ให้คุณค่าความเป็นคน

// คือพื้นที่อุดมการณ์ลานความคิด

คือพื้นที่สร้างดวงจิตการต่อสู้

คือพื้นที่ไม่นิ่งเฉยเห็นแค่กู

คือพื้นที่ให้ความรู้คู่สังคม

// ไม่ดูดายความยากลำบากเข็ญ

ทั้งยังเห็นความชั่วช้าทางถาโถม

คอยเติมแรงศรัทธาคอยชะโลม

คอยตุ้มโฮมพี่น้องส่องแสงธรรม

"ปฏิวัติโดยมหาประชาชน"

 
ลำพัง ปฏิวัติโดยรากหญ้า แม้มีกองทัพอย่างมืดฟ้า"ไม่มีความหมาย"
จำต้องได้สังคมทุกภาคส่วนเข้าร่วมด้วย ช่วยกระหน่ำ
เริ่มจากเห็นคล้อย ตามมาด้วยเอาใจช่วย สุดท้าย "ช่วยกระทำ"

เป็นเรื่องยาก ในการ"แกะศรัทธาอันงมงาย" ออกจากการสะกดจิต!!!

เขาใช้เวลาทั้งชีวิต ออกแบบโฆษณา มากกว่า 60 ปี
จึงต้องใช้เวลาบ่มเพาะ ให้การศึกษา ให้ปัญญาความรู้
เพื่อเกิดอาการ"ตาสว่าง"ทั้งแผนดิน "สิ้นยุคหมอผี"...

*************************************************

บัดนี้ปฏิบัติดังว่า รุกคืบอย่างช้าช้า "ตาสว่างเกินครึ่งเมือง"!!!???
ด้านหนึ่งคือเศรษฐกิจ อีกด้านมีหน้าที่พิชิต"การทหาร"

แจ้งข่าวมายังผู้รักประชาธิปไตย บัดนี้สังคมหันมาให้การต้อนรับทุกท่าน
เมื่อใดมีการยกระดับ กำจัดผู้อยู่สูงขึ้นไป "สังคมไทย"เขาเห็นพ้อง

บ่มต่อไป เคาะต่อไปเถิดพี่น้อง...แสงแห่งชัย เห็นรำไร ใกล้เข้ามาแล้ว

การต่อสู้ของ"ขี้ข้าอำมาตย์" เริ่มจาก สีฟ้า มาเหลือง ชมพู
ล่าสุดมาแบบหลากสี คิดวิธี"สู้กับแดง"
หากครั้งนี้ยังปราบ ผู้รักในประชาธิปไตยไม่ได้
สุดท้ายเหลือเพียงใช้ "สีดำ"...???

*************************************************

แม้นวันใด"อำมาตย์"ใช้"สีดำ"???...
นั้นคือวัน"แดง"พร้อมกัน............"ทั้งแผ่นดิน" ...!!!???

สงครามเบ็ดเสร็จ ไม่ใช่การช่วงชิงการบริหาร และการเมือง เพียงอย่างเดียว
นอกเหนือจากการเมือง ยังประกอบด้วยการต่อสู้อีกรอบด้าน

ทั้ง เศรษฐกิจ การเมือง สังคม การทหาร การศึกษา ตลอดถึงการศาสนา และ วัฒนธรรม

กล่าวโดยย่อในการประเมินสถานการณ์ขณะนี้ กลุ่มเสื้อแดงกำลังคืบคลานสู่ชัยชนะอย่างช้าช้า
โดยมีความ"ชอบธรรม"เป็นเครื่องวัด เป็นดัชนี ชี้ให้เห็นถึงความก้าวหน้า
ในที่นี้ ขอยกตัวอย่างบางประการ อันแสดงถึงการรุกคืบหน้า ด้วย พื้นฐานเหตุผล และความเป็นจริง ไม่ใช่เพียงประโลมใจ

ด้านเศรษฐกิจ...

อดีต ถึงปัจจุบัน ปฏิเสธไม่ได้ว่า กลุ่มทุนหนุนหลังของอำมาตย์ และ ศักดินา ที่ครอบงำชาติไทยมาช้านาน
ยกตัวอย่างเพียงสามสถาบัน คือ หอการค้าฯ สภาอุตฯ และ สมาคมธนาคารฯ
สามธุรกิจเปลือยกายล่อนจ้อนออกมาพิทักษ์ประโยชน์ ดังตัวอย่างที่ผ่าน เมื่อไม่นานมานี้
เขาเหล่านี้กำลังเข้าตาจน จากการชุมนุมโดยสันติ อหิงสา ปราศจากอาวุธ ดังที่หลายท่านได้ปรามาส

ธุรกิจเหล่านี้ มิได้อาศัยสติปัญญา หรือความสามารถจริง ในประกอบการ
แต่เขาเหล่านี้ อาศัยช่องทางแห่งอำนาจ เสวยประโยชน์จากชาติ ด้วยการเอาเปรียบ และสิ้นเปลืองทรัพยากร
ทั้งสัมปทาน ทั้งสิทธิบัตร อำนาจผูกขาด อีกทั้งสายสนกลในต่อตรงอำมาตย์ ศักดินา

เมื่อครั้งทรัพยากรยังมากค่า ประชาชนยังชีพได้ ไม่เดือดร้อน ปัญหาก็ไม่เกิด
เมื่อทรัพยากรด้อยค่า การแบ่งปันไม่เป็นธรรม การลุกขึ้นทวงถามจึงบังเกิด
เพราะความซับซ้อน รากหญ้าจึงถูกหลอก และ ปราบปราม กระทั่งเสื้อแดงเกิด การต่อสู่จึงทัดเทียม

การรวบรวมมหาชนเพื่อก่อการ ไม่สามารถเกิดได้ด้วยการจ้างวาน หรือ หลอกใช้
แต่ต้องเกิดเองโดยธรรมชาติ กลายเป็นการ"ปฏิวัติครั้งใหญ่" โดยมวลมหาประชาชน...

นาทีนี้ สัตว์เศรษฐกิจที่แอบแทะชาติไทย ระส่ำระสาย ตกอยู่ในสถานการณ์เสียเปรียบ
กระทั้งเปลือยกายล่อนจ่อนออกเลือกข้าง ทั้งที่เวลาผ่าน ไม่เคยแสดงตัว???

เขาเหล่านั้น คือกำลังหลัก ในการค้ำจุนบัลลังก์ของแกนใหญ่ ที่แอบแทะชาติไทยมาช้านาน
บัดนี้ การต่อสู่ที่คืบคลาน ของมหาเสื้อแดง กำลังส่งผลอย่างซ่อนเร้น ไม่สังเกต ไม่แลเห็น

ตลาดหุ้นที่ตกตำมากกว่า 4 แสนล้าน ท่านว่ารากหญ้าเข้าได้อะไร???? และ อำมาตย์เสียอะไร???
อุตสาหกรรมสิ่งทอ ที่ใช้เครื่องจักรล้าสมัย ตั้งแต่ครั้งญี่ปุ่น ปฏิรูปเศรษฐกิจ ล้าหลังกว่า 20 ปี ถูกนำมาใช้
มี "อานันท์" เป็นแกนที่แอบซ่อน ยั่งยืนด้วยการอาศัยแรงงานราคาถูก โดยการกดขี่ค่าแรงจากรัฐบาล

ปัจจุบัน หลังการต่อสู้ที่คืบคลาน สภาอุตสาหกรรมฯ ตกที่นั่งลำบาก

เช่นนี้ไม่เรียกว่าชนะ ท่านเรียกว่า อย่างไร???? นั้นคือเหตุผล...

..................................................

ครั้งต่อไปมาว่าถึงเรื่องการทหาร ว่าเราท่านชนะอย่างไร...

การชนะเบ็ดเสร็จเป็นแค่"การยุบสภา"เท่านั้นหรือ ขอบอกว่า"ไม่ใช่"
"ยุบสภา"เป็นเพียง"เงื่อนไข"เพื่อสร้างความ" ชอบธรรม"...ในการยกระดับ

เป็นเวลาช้านาน อำมาตย์ อาศัยช่องว่างแห่งความล้าหลังด้านการศึกษา
แอบส่งเสริม สถาปนาขุนหาญอย่างลับ กุมอำนาจของชาติให้เกิดตามต้องการ
กรรมวิธีที่แอบซ่อน ความจริงไม่สลับซับซ้อน ไม่ยากแก่การเปลี่ยนแปลง และแก้ไข

ทหารหลายแสนนายที่อยู่ภายใต้อุ้งเท้าอำมาตย์ มีจำนวนเพียง 500 นายโดยประมาณ ที่กุมอำนาจแท้จริง
การเลือกทหารหลังเกษียณให้เข้ารับใช้ พลเอกเปรม เป็นช่องทางหนึ่งเดียวในการคงอำนาจ ในการคัดเลือกผู้รับใช้
จำนวน 500 นาย ส่วนใหญ่เป็น ผบ. พัน!!!คุมกำลัง สั่งซ้ายหันขวาหันประเทศ ที่แต่งตั้งโดยอำมาตย์

บัดนี้ กว่าครึ่ง สะอิดสะเอียนในวิธีการ แต่หาทางออกไม่ได้
กระทั่งมหาประชาชนเสื้อแดง ออกแสดงความสามารถ ด้วยต้องการเปลี่ยนแปลง พวกเข้าจึงมองเห็นแสงสว่าง
จำนวน"ขุนหาญ"500นายที่ว่า ถูกกำจัดไป"สอง" ยังเหลือเพียง 498 !!!

ไม่นับรวมที่บาดเจ็บ และเปลี่ยนข้าง กลายเป็นทหาร"แตงโม"เสียกว่าครึ่ง!! !???

นักรบเสื้อแดงยังคงต่อสู้ อย่าง สันติ อหิงสา ต่อไป แต่ไม่หมายว่า"ไม่มีการยกระดับ"
ค่อยเป็นค่อยไป ด้วยอาศัยความชอบธรรม"เป็นหลักใหญ่" ในการเคลื่อนไปข้างหน้า...

การต่างประเทศ...(ซึ่งนับเป็นประเดนสำคัญในการปฏิรูปครั้งใหญ่)

ขณะนี้ "รัฐบาลอำมาตย์"ตกที่นั่งลำบากในเวทีระหว่างประเทศ
สิ่งที่ว่า มิได้กล่าวด้วยเลื่อนลอย ให้จับสังเกต"รัฐมนตรีต่างประเทศ" วีนแตกในวอชิงตัน!!!!

กล่าวหา นานาชาติ เพิกเฉยต่อการไล่ล่า หาทางกำจัด"นายกฯทักษิณ"

การต่อสู่อย่าง สันติ อหิงสา ซึ่งดูพ่ายแพ้ ในสายตาชาวไทย
กลับมีชัยอย่างใหญ่หลวง ในสายตาชาวโลก!!!
หากไม่เป็นดังว่า ไฉน "กษิต" จึงออกลูกบ้า กลางองค์การสหประชาชาติ อย่างที่เป็นข่าว???

บัดนี้กลายเป็นว่า...
ผู้ถูกทอดทิ้ง คือรัฐบาลอำมาตย์ ต่างชาติส่งใจแอบช่วยลับลับแก่"ท่านทักษิณ"
เหลือการยกระดับลงใต้ดิน เป็นรัฐบาลพลัดถิ่น มีกองกำลังประจำการติดอาวุธ!!!

รอเพียงการล้อมปราบอย่างโหดร้าย ซึ่งอีกไม่ไกล "เขา"ลงมือแน่...???

เมื่ออุณหภูมิเหมาะสม ธาตุสี่เกิด ชีวิตจึงเกิดตามมา
เมื่อชีวิตเกิด "ความชอบธรรม"จึงเกิดมา เป็นองค์ประกอบ
การเรียกร้องอย่าง สันติ อหิงสา ปราศจากอาวุธ ยังถูกปราบ

เมื่อนั้น"ความชอบธรรมจึงบังเกิด ในการยกระดับ "การต่อสู้" ลงสู่ใต้ดิน...!!!???

อ้างอิงจาก
http://weareallhuman2.info/index.php?showtopic=47113