ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยได้หรือไม่ โดย ดร.พิทยา พุกกะมาน

ประเทศไทยมีความพร้อมแล้ว เพราะประชาชนเขาพร้อมแล้ว การพัฒนาระบอบประชาธิปไตยต้องประกอบด้วยสองส่วน คือโครงสร้าง และมวลชน
มี คนไทยไม่น้อยที่ยังมีความฝังใจอย่างลืมตาไม่ขึ้นว่าประเทศไทยยังไม่พร้อมที่ จะมีประชาธิปไตยโดยอ้างเหตุผลนานาประการ บางคนคิดว่าระบอบประชาธิปไตยที่เหมาะสมกับประเทศไทยมากที่สุดคือระบอบ ประชาธิปไตยแบบนำวิถีหรือ guided democracy เพราะฝ่ายที่มีความคิดเช่นนี้เชื่อว่าในปัจจุบันประเทศไทยจะมีประชาธิปไตย เต็มใบหรือประชาธิปไตยสมบูรณ์แบบไม่ได้เนื่องจากประเทศไทยยังไม่พร้อม โดยประชาชนส่วนใหญ่ยังมีการศึกษาไม่พอ หรือไม่มีความเข้าใจพอเกี่ยวกับประชาธิปไตย หรือเป็นทาสต่ออำนาจเงินซึ่งสามารถซื้อเสียงเขาได้ หากอำนาจอธิปไตยอยู่ในมือประชาชนเหล่านี้แล้ว เขาจะไม่สามารถใช้ในทางที่ถูกและเป็นประโยชน์ต่อประเทศได้ ฉะนั้น ระบอบประชาธิปไตยที่เหมาะสมกับประเทศไทยในขณะนี้จะต้องเป็นประชาธิปไตยนำ วิถี โดยจะต้องมีกลุ่มบุคคลที่มีการศึกษาสูง กลุ่มอภิสิทธิ์ชน รวมถึงข้าราชการระดับสูงทั้งพลเรือนและทหาร และนักธุรกิจที่มีผลประโยชน์ร่วมกับบุคคลเหล่านี้เป็นผู้ชี้นำหรือมีบทบาทนำ ในการบริหารประเทศ โดยอาศัยครรลองของระบอบประชาธิปไตยเพียงบางส่วนเท่านั้น ทั้งนี้ เพื่อตบตาประชาคมโลกให้เข้าใจว่าประเทศไทยปกครองโดยระบอบประชาธิปไตย บุคคลที่ยึดติดกับความคิดเช่นนี้จะไม่ยอมให้ประชาชนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะประชาชนที่อยู่ในชนบทหรือประชากรในระดับรากหญ้า มีอำนาจอธิปไตย หรือหากจะให้มีก็ให้มีน้อยที่สุด เขาจึงได้คิดค้นรูปแบบของประบอบประชาธิปไตยขึ้นมาเอง โดยใช้สูตร 70/30 ซึ่งหมายความว่า ร้อยละ 70 ของที่นั่งในรัฐสภาจะมาจากการแต่งตั้ง และอีกร้อยละ 30 จะมาจากการเลือกตั้ง หากเขาสามารถผลักดันสูตรนี้ได้สำเร็จก็จะทำให้เขาสามารถครองเสียงข้างมากใน รัฐสภาได้ และผู้ที่ประชาชนได้เลือกเข้ามานั่งในสภาฯ ก็จะเป็นเสียงข้างน้อย เมื่อเป็นเช่นนี้ การปกครองบ้านเมืองก็จะอยู่ในกำมือของกลุ่มที่ได้รับการแต่งตั้ง ซึ่งก็จะประกอบด้วย (หรือได้รับการแต่งตั้งโดย) กลุ่มอภิสิทธิ์ชน ข้าราชการชั้นสูง และนักวิชาการและนักธุรกิจที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน
ผู้ ที่เลื่อมใสในแนวความคิดประชาธิปไตยนำวิถีนี้ มักลอกรูปแบบของระบอบประชาธิปไตยของประเทศด้วยพัฒนาในเอเซียใต้ แอฟริกา และลาตินอเมริกา โดยเฉพาะประเทศที่ฝรั่งเขาเรียกว่า Banana Republic มาใช้ในประเทศไทย โดยหารู้ไม่ว่า ในขณะนี้ ประเทศเหล่านั้นเขาได้พัฒนาระบบประชาธิปไตยไปไกลกว่าประเทศไทยหลายเท่าแล้ว ประเทศในยุโรปตะวันออกซึ่งเคยถูกปกครองโดยระบบเผด็จการตั้งแต่สมัยสงครามโลก ครั้งที่หนึ่ง จนถึงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ก็ได้ขจัดระบบเผด็จการและขับไล่ทรราชออกไปจากสังคมและนำเอาระบอบประชาธิปไตย เข้ามาแทนที่ เป็นผลให้ประเทศยุโรปตะวันออกประสบความเจริญทางด้านการเมืองและเศรษฐกิจ ประเทศไทยเริ่มนำระบบประชาธิปไตยมาใช้เมื่อ 78 ปีก่อน การพัฒนาระบบประชาธิปไตยในประเทศไทยน่าจะไปได้ไกลกว่านี้ แต่ปรากฏว่าประเทศกำลังพัฒนาที่เพิ่งเริ่มนำระบบประชาธิปไตยมาให้เพียงไม่ กี่ปี เช่นยุโรปตะวันออก ลาตินอเมริกา แอฟริกาใต้ และภูฏาน ได้มีความก้าวหน้าในการพัฒนาระบบประชาธิปไตยมากกว่าประเทศไทยเสียอีก ส่วนประเทศสิงคโปร์และมาเลเซียซึ่งได้เริ่มพัฒนาระบอบประชาธิปไตยหลังประเทศ ไทย ได้กลายเป็นแบบอย่างที่ดีของระบอบประชาธิปไตยในเอเซีย โดยประเทศไทยตามหลังเขาอย่างไม่ติดฝุ่น สำหรับผู้ชอบอ้างว่าประชากรของประเทศไทยส่วนใหญ่ยังมีการศึกษาน้อยจึงไม่มี คุณสมบัติพอที่จะมีส่วนร่วมในระบอบประชาธิปไตยนั้น ขอให้เขาเหล่านั้นดูประเทศอินเดียเป็นตัวอย่างเสียบ้าง ประเทศอินเดียมีประชากรที่อ่านหนังสือออกแค่ร้อยละ 68 อีกทั้งสังคมอินเดียยังมีระบบชั้นวรรณะ แต่อินเดียสามารถพูดอย่างน่าพากภูมิใจว่าเป็นประเทศที่มีสถาบันประชาธิปไตย ที่แข็งแกร่งและสมบูรณ์แบบ ฉะนั้นการศึกษามิใช่ปัญหาในการพัฒนาระบบประชาธิปไตย จิตวิญญานประชาธิปไตยของคนอินเดียต่างหากที่ทำให้อินเดียมีประชาธิปไตยได้ ประเทศอื่น ๆ ที่คนส่วนใหญ่มีการศึกษาน้อยหรืออ่านหนังสือไม่ออก เช่นบังกลาเทศ (ประชากรที่อ่านหนังสือออกมีแค่ร้อยละ 71) และแอฟริกาใต้ก็เหมือนกัน เขาสามารถพัฒนาระบบประชาธิปไตยได้อย่างต่อเนื่องและมั่นคงกว่าประเทศไทย เพราะประชาชนของเขาตลอดจนผู้นำของเขามีจิตวิญญานประชาธิปไตย สำหรับประเทศไทยนั้น ประชาชนทั้งประเทศอ่านหนังสือออกและมีระดับการศึกษาสูงว่าประเทศกำลังพัฒนา อื่น ๆ ที่กล่าวมา และเขาก็มีจิตวิญญานของการเป็นนักประชาธิปไตยด้วย แต่เสียดายที่ระดับผู้นำของไทยมิได้มีจิตวิญญานของประชาธิปไตยแม้แต่น้อย และไม่มีความละอายต่อกระแสของสังคมโลกด้วย ปัจจุบัน ประเทศไทยมิได้แต่เป็นประเทศที่ใช้ระบบประชาธิปไตยนำวิถี หรือเผด็จการซ่อนรูปเท่านั้น แต่กลายเป็นประเทศที่มีเผด็จการเต็มรูปแบบไปแล้ว เพราะองคาพยพและองค์กรต่าง ๆ ในการปกครองบ้านเมือง รวมถึงสื่อมวลชนส่วนใหญ่ถูกครอบงำโดยระบบเผด็จการไปแล้วโดยสิ้นเชิง
เป็น ที่น่าแปลกใจว่าทำไมประเทศไทยถึงยังไม่มีประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์แบบเสียที ทั้ง ๆ ที่ได้เริ่มนำระบบประชาธิปไตยมาให้เมื่อ 78 ปีมาแล้ว ซึ่งเรื่องนี้น่าจะเป็นหัวข้อที่นักวิชาการควรจะช่วยกันทำการวิจัย บางคนถึงกับพูดว่าประเทศไทยไม่เคยมีประชาธิปไตยเลย ซึ่งคำพูดเช่นนี้ก็ไม่ถูกนัก ข้อเท็จจริงคือ การพัฒนาระบอบประชาธิปไตยของไทยเป็นไปอย่างลุ่มๆ ดอน ๆ โดยในบางช่วงก็มีบรรยกาศทางการเมืองที่เอื้ออำนวยและเปิดกว้าง บางช่วงก็มีรัฐธรรมนูญที่สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตย แต่ก็มีหลายช่วงที่ประเทศไทยถูกครอบงำโดยระบบเผด็จการซ่อนรูปหรืออีกนัย หนึ่งคือ ประชาธิปไตยจอมปลอมนั่นเอง แต่ไม่มียุคไหนที่ประเทศไทยมีเผด็จการเต็มรูปแบบเท่ากับยุคปัจจุบันดังที่ ได้กล่าวมาข้างต้น สำหรับคำถามที่ว่า ประเทศไทยมีความพร้อมที่จะมีระบอบประชาธิปไตยหรือไม่นั้น คำตอบก็คือ ประเทศไทยมีความพร้อมแล้ว เพราะประชาชนเขาพร้อมแล้ว การพัฒนาระบอบประชาธิปไตยต้องประกอบด้วยสองส่วน คือโครงสร้าง และมวลชน โครงสร้างก็เปรียบเสมือน hardware ส่วนมวลชนก็เปรียบเสมือน software ระบบประชาธิปไตยจะพัฒนาได้ก็ต่อเมื่อทั้งสองส่วนนี้มีความสมบูรณ์และทำงาน เข้ากันได้ รัฐธรรมนูญก็เปรียบเสมือน hardware ตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี 2475 จนถึงปัจจุบัน เราเน้นเรื่อง hardware มากเกินไป แต่มิได้ให้ความสำคัญแก่ software คือประชาชน ในช่วงแรกหลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศไทยยังมีการศึกษาต่ำ ดังนั้น รัฐธรรมนูญจึงได้กำหนดให้สมาชิกสภาผู้แทนกึ่งหนึ่งมาจากการแต่งตั้ง รัฐธรรมนูญฉบับที่มีความเป็นประชาธิปไตยมากที่สุดก็คือรัฐธรรมนูญปี 2489 ซึ่งกำหนดให้สมาชิกสภาฯ มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด และรัฐธรรมนูญปี 2540 ซึ่งร้างโดยตัวแทนของประชาชน จึงนับได้ว่ารัฐธรรมนูญทั้งสองฉบับนี้เป็น hardware ที่พอจะนำมาใช้ได้ สำหรับทางด้าน software นั้น ในปี 2475 ประเทศไทยแทบจะไม่มี software ที่ดีเลย ผู้ที่เข้าใจในระบบประชาธิปไตยคือผู้ที่จบการศึกษาจากต่างประเทศเช่นเยอร์ มันีและฝรั่งเศส เช่นพระยาพหลฯ พันตรี ป.พิบูลสงคราม และหลวงปรีดีฯ และบุคคลบางคนในคณะราษฏร์เท่านั้น ประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่รู้จักประชาธิปไตย ประชาชนคิดว่ารัฐธรรมนูญคือลูกของพระยาพหลฯ แม้กระทั่งข้าราชการระดับสูงก็ยังไม่เข้าใจในเรื่องประชาธิปไตย ต่อมาในช่วง 14 ตุลาคม 2517 ได้มีการตื่นตัวในเรื่องประชาธิปไตยในหมู่นักศึกษา แต่นักศึกษาในขณะนั้นก็ยังมิได้เข้าใจประชาธิปไตยอย่างลึกซื้ง ดังจะเห็นได้ว่านักศึกษาสมัยนั้นต้องการเพียงแต่ให้มีรัฐธรรมนูญเท่านั้น แต่มิได้เข้าใจถึงส่วนประกอบอื่น ๆ ของระบบประชาธิปไตย ในช่วงที่เรียกว่าพฤษภาทมิฬนั้น ประชาชนหลายระดับมีความตื่นตัวในเรื่องประชาธิปไตยมากขึ้น และต้องการให้มีนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งประชาชนเหล่านี้รวมถึงปัญญาชน นักศึกษา นักธุรกิจ และชนชั้นกลาง ยุคที่ประชาชนในทุกระดับมีความตื่นตัวในเรื่องประชาธิปไตยมากที่สุดคือช่วง หลังการรัฐประหารในวันที่ 19 กันยายน 2549 ก่อนการก่อรัฐประหาร ประชาชนทุกระดับ โดยเฉพาะระดับรากหญ้า ได้รับอนิสงค์จากรัฐบาลที่เข้ามาบริหารบ้านเมืองตามครรลองของระบบ ประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยมากที่สุดในประเทศไทย จนเขาเข้าใจว่าประชาธิปไตยนั้นกินได้ เพราะได้นำมาซึ่งความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ค้าขายคล่องตัวขึ้น รายได้สูงขึ้น การที่คณะรัฐประหารยึดอำนาจด้วยกระบอกปืนและทำลายระบบประชาธิปไตยนั้น เขาถือว่าเป็นการทุบหม้อข้าวเขาและทำให้เขายากจนลง เขาจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากออกมาประท้วงเพื่อเรียกคืนประชาธิปไตย นอกจากนี้ การปฏิวัติในระบบสารสนเทศได้ทำให้คนไทยทุกระดับสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ที่เกี่ยวกับกับชีวิตและความเป็นอยู่ของเขาและโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เกี่ยวกับประชาธิปไตย ในทางตรงกันข้าม กลุ่มคุมอำนาจและกลุ่มอภิสิทธิ์ชนยังคงหลงไหลอยู่กับระบอบเผด็จการซึ่งให้ผล ประโยชน์กับเขาและไม่ยอมรับรู้ข่าวสารด้านอื่น ๆ เขาไม่เคยรู้ว่าประชาชนทั่วประเทศเขาได้ไปไกลว่าตนแล้วในเรื่องความรู้ เกี่ยวกับประชาธิปไตย และมีข้อมูลข่าวสารด้านการเมืองและเศรษฐกิจมากกว่าตนเสียอีก ที่สำคัญคือ ประชาชนทั่วประเทศ ทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ นักธุรกิจ นักศึกษา นักวิชาการ ปัญญาชน ชนรากหญ้า ชาวนาและผู้ใช้แรงงาน เขามีความตื่นตัวในเรื่องประชาธิปไตยและต้องการให้ประเทศไทยมีการปกครองใน ระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงและเต็มรูปแบบเหมือนกับนานาอารยะประเทศเขา ดังนั้น ไม่มียุคใดในประวัติศาสตร์ของไทยที่ประเทศไทยมีความพร้อมที่จะมีการปกครองใน ระบอบประชาธิปไตยอย่างเต็มรูปแบบเท่ากับยุคปัจจุบัน ปัญหาอยู่ที่ว่าบุคคลที่นิยมเผด็จการยังไม่พร้อมที่จะให้ประเทศไทยเป็น ประชาธิปไตย
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น